นานาสาระน่ารู้แวดวงเทคโนโลยี และเทรนแฟชั่นใหม่ๆ
สุขภาพ
สุขภาพ
ทำอย่างไรไม่ให้เท้าป่วย
Jun 22nd
มาบำบัดรักษาเท้าของคุณด้วยการนวดกันเถอะ เรา ใช้เท้าทุกวี่ทุกวัน โดยเฉพาะสาวๆ บางคนก็สวมรองเท้าส้นสูงทรมานเท้าเข้าไปอีก หรือบางคนถูกรองเท้าบีบรัดจนเป็นแผลพุพอง ดังนั้น เราจึงควรถนอมเท้าคู่ชีวิตของเราให้ใช้งานได้นานๆ ดีกว่านะคะ เจล…ป้องกันเท้ามีปัญหา เราสามารถหาเกราะป้องกันเท้าไม่ให้บาดเจ็บ เป็นแผลพุพอง หรือมีปัญหาเอ็นร้อนหวาย โดยการใช้แผ่นเจลพลาสเตอร์หรือแผ่นป้องกันหนังพุพองปิดตรงตำแหน่งที่โดนกด ทับบ่อยๆ ก็จะป้องกันไม่ให้เท้าเป็นแผลพุพองได้ แช่เท้าในน้ำอุ่นและน้ำเย็น ศัลยแพทย์กระดูกชาวเยอรมัน ดร.อันเดรอาสคาร์ล จากเมืองเบอร์ลิน กล่าวว่าการแช่เท้าในน้ำอุ่นสลับกับน้ำเย็นเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มี อาการปวดเมื่อยเท้า ข้อดี ช่วยให้เท้าและตลอดร่างกายได้รับการผ่อนคลาย นอกจากนี้มันยังช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนดีที่เท้าและขา เพราะการใช้ขาตลอดทั้งวันก็อาจทำให้ปวดเมื่อยขา ซึ่งเราสามารถบบัดได้ด้วยตนเอง นวดเท้า การนวดเท้าเป็นสิ่งที่ดีมาก เพราะจุดผ่อนคลายที่เท้าจะได้รับการบริหาร ข้อแนะนำก็คือ ควรใช้อุปกรณ์ที่ทำจากไม้จะดีที่สุด เช่น ลูกขนเม่นหรือที่นวดเท้าตะปุ่มตะป่ำที่เราสามารถกลิ้งฝ่าเท้าไปมาได้ ข้อดี เป็นการบริหารกล้ามเนื้อซึ่งจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีที่เท้าและขา นอกจากนี้ การยืดเหยียดนิ้วเท้าก็จะช่วยให้ผ่อนคลายได้ โดยใช้ฝ่ามือกดนิ้วเท้าทั้ง 5 พับลงสักครู่แล้วหงายนิ้วเท้าขึ้นโดยการกดเข้าหาหลังเท้าสลับกัน จากนั้นกางนิ้วเท้าออก ควรทำทุกวันเมื่อกลับถึงบ้าน เดินเท้าเปล่า เราควรเดินเท้าเปล่าเท่าที่ทำได้ เพราะมันคือการบำบัดรักษาเท้าได้เป็นอย่างดี และเป็นวิธีที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ซึ่งเราสามารถทำเองได้ ข้อดี เป็นการบริหารกล้ามเนื้อ และเป็นการนวดฝ่าเท้า ซึ่งมันจะช่วยให้เลือดไหลเวียนดีและช่วยในการทรงตัว เราจึงควรฝึกเดินเท้าเปล่ากับพื้นชนิดต่างๆ เช่นทรายและก้อนกรวดกลมที่ไม่บาดเท้า โดยอาจจะคั้งกระบะไว้ที่บ้านและเดินย่ำไปมา เล็บ…ขาวขึ้น บางคนมีเล็บเหลือง สีคล้ำ ลองใช้แปรงกับน้ำมะนาวขัดดูสิค่ะ ยิมนาสติกเท้า เราควรบริหารเท้าสม่ำเสมอ เช่น ใช้นิ้วเท้าหนีบก้อนหินไปมาก็จะช่วยให้เท้ากระปรี้กระเปร่าขึ้น หรือใช้นิ้วเท้าหนีบเก็บผ้าเช็ดมือ สลับกันไปมาทั้งเท้าซ้ายและเท้าขวา ที่มา : women.sanook.com
เลือกอารมณ์ดีได้ด้วยอาหาร
Jun 21st
อาการเครียดเกิดได้กับทุกคน และเกิดได้ทุกเวลา่ วิธีง่ายๆ ที่จะหลีกเลี่ยงความเครียดได้ก็คือ การเลือกกินอาหารค่ะ
• ถ้าเกิดอาการเครียด : โยเกิร์ตไขมันต่ำหนึ่งถ้วย หรือ 2 ช้อนโต๊ะ จะช่วยคลายเครียดได้ ซึ่งในงานวิจัยจากประเทศสโลวาเกียพบว่าการกินอาหารที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโน อย่างโยเกิร์ตและถั่วจะทำให้สภาวะความเครียดของคนที่ต้องไปพูดท่ามกลาง สาธารณชนมีน้อยลงเมื่อเทียบกับคนที่ไมได้กินอาหารจำพวกกรดอะมิโน ฉะนั้นลองกินโยเกิร์ตกับถั่วบ้างก็จะช่วยได้เหมือนกันนะคะ
• ถ้าเกิดพลังงานถดถอย: ลูกเกดและถั่ว รวมทั้งธัญพืช สามารถช่วยให้เรามีพลังวังชาขึ้นมาได้ เพราะลูกเกดอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ซึ่งรางกายจะใช้เปลี่ยนจากน้ำตาลไปเป็นพลังงาน ส่วนถั่วอุดมไปด้วยแมกนีเซียมที่ช่วยให้ร่างกายเผาผลาญได้ดียิ่งขึ้น แถมยังช่วยให้ระบบประสาทและกล้ามเนื้อแข็งแรง ในทางกลับกันถ้าร่างกายมีระดับแม็กนีเซียมในระดับต่ำจะทำให้เกิดกรดแล็กติก ซึ่งทำให้ร่างกายรู้สึกอ่อนแอได้
• ถ้าสมองอ่อนล้า : กินบลูเบอรี่ ซึ่งมีสารป้องกันมิให้สมองของเราเกิดอนุมูลอิสระอันนำไปสู่ความเสื่อมของ เซลล์สมอง ที่อาจส่งผลให้เกิดโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันได้
• ถ้างัวเงีย…ลุกไปทำงานไม่ไหว : ไข่และขนมปังโฮลสวีตสำหรับมื้อเช้าจะช่วยให้กระปรี้กระเปร่ายิ่งขึ้น เพราะไข่อุดมไปด้วยโปรตีน ซึ่งถ้าได้กินเป็นอาหารเช้าแล้ว นอกจากจะให้พลังงานแก่เรา ยังช่วยให้เรากินอาหารมื้ออื่นๆ ลดน้อยลงไป ฉะนั้น ใครที่กำลังรักษาหุ่นอยู่ก็ลองเลือกไข่และขนมปังโฮลสวีตเป็นอาหารเช้าได้นะ คะ
• ถ้าอารมณ์เสียหรือหงุดหงิดอยู่ : ช็อคโกแลต ซึ่งตามหลักงานวิจัยของประเทศอิตาลีแล้วพบว่าผู้หญิงที่กินช็อคโกแลตบ่อยๆ มักจะมีแรงขับเคลื่อนทางเพศสูงและกระตือรือร้นอยู่เสมอ
ที่มา : women.sanook.com
สารพัด…วิธีกำจัดกลิ่นกาย
Jun 19th
โดยปกติแล้วทุกคนจะมีกลิ่นกายเฉพาะตัวซึ่งเป็นกลิ่นธรรมชาติ เช่นเดียวกับเด็กที่มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ชวนดม ต่างจากกลิ่นตัว (Body Odor) ซึ่งเกิดจากการที่ต่อมของร่างกาย ขับเหงื่อและไขมันออกมาทางผิวหนัง ทำให้เกิดความชื้น ส่งผลให้เกิดการเปื่อยยุ่ย และลอกออกของผิวหนัง จากนั้นแบคทีเรียและเชื้อราก็จะกินเซลล์ที่ตายแล้ว และขับกรดออกมาทำให้เกิดกลิ่นเหม็น
บริเวณที่มักขับเหงื่อออกมามากที่สุด คือ ที่อับชื้น ได้แก่ รักแร้ ซอกขา ซอกนิ้วเท้า ข้อพับต่างๆ และอวัยวะเพศ แต่ด้วยเป็นจุดอับ เวลาเหงื่อออกจึงระเหยออกไปได้ยาก ทำให้เกิดการหมักหมมเป็นกลิ่นเหม็น กลิ่นตัวของคนจะแรงขึ้น มื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เนื่องจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ
นอกจากนี้ อาหารบางชนิด เช่น ไขมันจากสัตว์ เนื้อสัตว์ สะตอ กระเทียม หอม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ตลอดจนยาบางชนิด ก็อาจเป็นสาเหตุของการเกิดกลิ่นตัวได้เช่นกัน เช่น การใช้ยารักษาสิวทั่วไปที่มีสารเบนซอยล์เปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) ผสมอยู่เป็นประจำ รวมถึงโรคประจำตัวอื่นๆ ทั้งท้องผูก ตับอักเสบ ไต เบาหวาน พยาธิในระบบทางเดินอาหาร และมะเร็ง ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นตัวเช่นกัน
ปรับพฤติกรรมกำจัดกลิ่น
1. รักษาความสะอาด อาบน้ำให้สะอาด สวมเสื้อผ้าที่สะอาด โดยเลือกเนื้อผ้าที่ใช้เส้นใยจากธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้ายที่ระบายเหงื่อได้ดี ในกรณีที่กลิ่นยังติดอยู่บนเสื้อผ้า ซักด้วยผงซักฟอกแล้วยังไม่ออก ให้ลองแช่ผ้าในน้ำเกลืออุ่นอย่างน้อย 1 ชั่วโมง โดยใช้เกลือ 3 ช้อนโต๊ะต่อน้ำประมาณ 1 ลิตร 2. ผ่อนคลายความเครียด บางครั้งความเครียดก็มีส่วนทำให้เกิดกลิ่นตัวได้เหมือนกัน เพราะร่างกายจะหลั่งสารอดรีนาลีนออกมา 3. ทำดีท็อกซ์ การสะสมสารพิษในร่างกาย ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดกลิ่นตัวได้เหมือนกัน ปัญหานี้ช่วยได้ด้วยการทำดีท็อกซ์ 4. ไม่ควรขัดผิวบ่อยๆ เพราะจะทำให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์กับร่างกายถูกทำลาย ทำให้เกิดกลิ่นตัวง่าย ดังนั้นขัดผิว 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็พอ
ลดปัญหากลิ่นตัวด้วยอาหาร
1. กินอาหารหลากหลาย กินโปรตีนจำพวกธัญพืชต่างๆ ผักสดทั้งใบเขียวและใบเหลือง ผลไม้สดโดยเฉพาะแก้วมังกรวันละ 1 จานเล็ก จะช่วยได้ดี หรือน้ำคั้นสดจากผักและผลไม้ รวมทั้งกินอาหารที่มีธาตุสังกะสี หรือแมกนีเซียม เช่น ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีท และอาหารทะเล 2. เลี่ยงการกินอาหารที่มีกลิ่นแรง เช่น More >
ศีรษะล้านไม่ใช่ปัญหา ถ้าช่วยความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากลดลง
Jun 18th
บี บีซี นิวส์ ออนไลน์ – นักวิทยาศาสตร์สหรัฐ เสนอผลการวิจัยพบว่าผู้ชายที่เส้นผมบางตั้งแต่อายุเพียง 30 ปี มีโอกาสน้อยลงที่จะเป็นมะเร็งที่ต่อมลูกหมาก
นักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยการแพทย์วอชิงตัน นำผลการวิจัยนี้ออกเผยแพร่ผ่านวารสารมะเร็งระบาดวิทยา โดยศึกษาจากผู้ชาย 2,000 คนอายุระหว่าง 40-47 ปี พบว่า ผู้ชายจำนวนครึ่งหนึ่งเป็น มะเร็งต่อมลูกหมาก แต่เมื่อเปรียบเทียบข้อมูลกันระหว่างคนที่เริ่มศีรษะล้านตั้งแต่อายุ 30 ปีกับผู้ที่ไม่มีปัญหาศีรษะล้านในช่วงอายุดังกล่าว พบว่าคนที่ศีรษะล้านตั้งแต่อายุยังน้อย จะมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากลดลงประมาณ 29-45%
นักวิจัย เชื่อว่า ผู้ชายในวัย 30 ปี จะมีประมาณ 25-30% ที่เริ่มผมบาง อาการผมบางหรือศีรษะล้านมีสาเหตุมาจากรูขุมขนของเส้นผมบนหนังศีรษะได้รับสาร เคมีที่ผลิตขึ้นจากฮอร์โมนเพศชายหรือเทสโตสเตอโรนมากเกินไป ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่าผู้ชายที่มีระดับฮอร์โมนเพศชายสูงๆ จะมีโอกาสศีรษะล้านได้มากกว่าผู้ชายที่มีฮอร์โมนชนิดนี้น้อยกว่า
โดย ปกติของการรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก แพทย์จะให้ยาที่ช่วยลดฮอร์โมนเพศชาย เพราะถ้าปล่อยให้ฮอร์โมนนี้มีมากก็จะเป็นตัวเร่งให้เกิดการเติบโตของเซลล์ มะเร็ง แต่ถ้าฮอร์โมนเพศชายมีมากตั้งแต่ในช่วงวัยหนุ่มก็อาจจะเป็นผลดีต่อการ ป้องกันมะเร็ง แต่ผลเสียก็คือศีรษะล้าน
นักวิจัยบอกว่า ถ้าผลการวิจัยนี้ได้รับการพิสูจน์มากขึ้นว่าเป็นจริง ก็จะทำให้วงการแพทย์มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศชายที่มีผลต่อ เนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ในร่างกาย
ขณะที่ นพ.อลิสัน รอสส์ จากศูนย์วิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร เตือนว่า ผลการวิจัยก่อนหน้านี้ให้ผลตรงกันข้ามกับงานวิจัยล่าสุด และเชื่อว่างานวิจัยมีน้ำหนักอ่อนเกินไป เพราะเลือกถามคนในวัย 40-70 ปีให้นึกย้อนไปในอดีตว่าเมื่ออายุ 30 มีอาการเส้นผมบางหรือไม่ ซึ่งยังไม่ใช่การเก็บข้อมูลที่น่าเชื่อถือ
ที่มา : women.sanook.com
4 ท่า ขจัดอาการปวดขาจากส้นสูง
Jun 17th
เพิ่มความมั่นใจให้กับคุณสาวๆ
รองเท้าส้นสูง อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นของคู่กายกับผู้หญิงไปเสียแล้ว เพราะการใส่รองเท้าส้นสูงช่วยให้ผู้หญิงเกิดความมั่นใจว่าช่วยให้ดูดี แต่ความดูดีนี้ก็มาพร้อมกับปัญหาอาการปวดขา วันนี้ จึงนำท่าเพื่อช่วยขจัดปัญหาอาการปวดขาจากการใส่ส้นสูงมาฝากกัน - ท่าแรก นั่งพับขา แยกปลายเท้าออกให้ก้นติดพื้น มือจับฝ่าเท้าทั้งสองข้าง หันหัวแม่มือไปทางส้นเท้าและกดลงเบาๆ เหยียดแขนให้ตรง หายใจเข้าและออกช้าๆ พร้อมเอนตัวไปด้านหลัง ค้างไว้นับ 1-10 ค่อยคืนตัวกลับท่าเริ่มต้น - ท่าที่สอง นั่งไขว้ขาชันเข่ามือจับขาทั้งสองข้าง หายใจเข้าช้าๆ พร้อมแยกเข่าออกจากัน ขณะเดียวกันให้ใช้มือทั้งสองออกแรงต้านขาไว้ หายใจ เข้าอีกครั้ง นับ 1-10 ค่อยหายใจออก - ท่าที่สาม นั่งเหยียดขาข้างที่มีอาการปวดเข่า จากนั้นไขว้ขาอีกข้างทับบนเข่าข้างที่เจ็บ วางมือทั้งสองข้างราบกับพื้นข้างลำตัว เหยียดแขนตรง หายใจเข้าและออกช้าๆ พร้อมไถมือไปด้านหน้าจนสุดเท่าที่ทำได้ จนรู้สึกว่าขาที่ทับเข่าตึง จึงค่อยดึงมือกลับ - ท่าที่สี่ ยืนตรงพิงกำแพง ไขว้ขาขวาทับขาซ้าย ใช้มือซ้ายดึงข้อเท้าขวาขึ้น มือขวากดเข่าขวาหายใจเข้าลึกๆ พร้อมยืดหลังให้ตรงที่สุด จากนั้นให้หายใจออกช้าๆ พร้อมหย่อนเข่าซ้าย ขณะเดียวกันมือขวากดเข่าขวาลง มือซ้ายออกแรงดึงข้อเท้าเท่าที่ทำได้ หายใจเข้าพร้อมยืดขาซ้าย ขึ้นตรง ค่อยๆ ผ่อนมือทั้งสองข้าง จากนั้นก็สลับขาเป็นไขว้ขาซ้ายทับขาขวา ใช้มือขวาดึงข้อเท้าซ้ายขึ้น มือซ้ายกดเข่าซ้ายหายใจ เข้าลึกๆ พร้อมยืดหลังให้ตรงที่สุด จากนั้นให้หายใจออกช้าๆ พร้อมหย่อนเข่าซ้าย ขณะเดียวกันมือขวากดเข่าขวาลง มือซ้ายออกแรงดึงข้อเท้าเท่าที่ทำได้ หายใจเข้าพร้อมยืดขาซ้าย ขึ้นตรง ค่อยๆ ผ่อนมือทั้งสองข้าง แค่นี้อาการปวดขาที่เป็นปัญหาของคุณสาวๆ ที่อยากสวยด้วยส้นสูงก็จะหายไปอย่างสิ้นเชิง ที่มา : วัดเกาะดอทคอม